ยินดีต้อนรับสู่ :: เทศบาลตำบลคุ้งตะเภา ::

นายเอกสิทธิ์ พรหมน้อย
นายกเทศมนตรีตำบลคุ้งตะเภา



  

วันที่ 22 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2561
                              ประวัติความเป็นมา

        ตำบลคุ้งตะเภา อยู่ในเขตการปกครองของเทศบาลตำบลคุ้งตะเภาทั้งตำบล โดยตำบลคุ้งตะเภาอยู่ติดกับริมแม่น้ำน่าน ซึ่งในสมัยโบราณการเดินทางขนส่งสินค้านิยมใช้ทางน้ำเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้เรือสำเภาเป็นพาหนะในการเดินทาง และบรรทุกสินค้า ต้องใช้แม่น้ำน่านในการเดินเรือเพื่อ ติดต่อค้าขายระหว่างภาคกลางและภาคเหนือ แม่น้ำน่านช่วงที่ไหลผ่านตำบลคุ้งตะเภาเป็นแนวโค้งมีคุ้งน้ำหลายคุ้ง ฤดูน้ำหลากน้ำจะไหลเชี่ยวเป็นเหตุให้เรือสำเภาที่บรรทุกสินค้ามาเต็มลำ ต้องอับปางในคุ้งน้ำแห่งนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อตำบลคุ้งตะเภา ที่มาจากคำว่า “โค้งสำเภาล่ม” และต่อๆ มาจึงแผลงเป็น “คุ้งตะเภา”
        อดีตในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตำบลคุ้งตะเภาเป็นเมืองท่าทางภาคเหนือ ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำน่าน แต่ก่อนนั้น การเดินทางเพื่อการติดต่อและการค้าขายขนส่งสินค้าทางตอนเหนือที่สะดวกที่สุด มีทางเดียว คือ ทางน้ำ สำหรับแม่น้ำที่เอื้ออำนวยประโยชน์ที่สามารถให้เรือสินค้าเทียบท่าขึ้นลงได้ ถึงภาคเหนือตอนกลาง ก็มีแม่น้ำน่านเท่านั้น เรือสินค้าซึ่งมาจากกรุงเทพฯ หรือจากกรุงศรีอยุธยาจะใช้แม่น้ำน่านเป็นเส้นทางการเดินเรือ มาสิ้นสุดได้แค่ตำบลบางโพท่าอิฐ เท่านั้น
        ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ทางศิลาจารึกบ้าง หลักฐานทางโบราณคดีบ้าง ในสมัยอยุธยา เมื่อ พ.ศ.1893 ปรากฏว่ามีเมืองขึ้นถึง 16 เมืองด้วยกัน ในจำนวน 16 เมือง นี้ มีเมืองพิชัยอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จเมืองทุ่งยั้ง และเมืองสว่างคบุรี เพื่อมานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ และพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ก่อนที่พระสังฆราช “เรือน” จะไปครองเมืองสว่างคบุรีปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ตั้งแต่เมืองพิษณุโลก จนถึงอำเภอเมืองน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ในปัจจุบัน ในสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชก็มีความเกี่ยวพันกับเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์อย่างแน่นแฟ้น โดยได้เดินมาตามทางลำน้ำน่าน ใช้เป็นที่พักทุกครั้งที่กรีฑาทัพผ่านมา และใช้เป็นที่รวมทัพก่อนขึ้นตีเมืองฝ่ายเหนือและล้านนา
        สำหรับในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริ เห็นว่า ตำบลบางโพ คงจะเจริญต่อไปในภายหน้า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2438 ทรงตั้งมณฑลพิษณุโลกขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองอุตรดิตถ์อยู่ในเขตการปกครองของมณฑลพิษณุโลก ต่อมาปี พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ย้ายศาลากลางเมืองจากเมืองพิชัย ไปบังคับบัญชาที่เมืองอุตรดิตถ์ และให้คงไว้เป็นอำเภอพิชัยเก่าและนามเมืองพิชัยก็เลยนำไปใช้ที่เมืองอุตรดิตถ์ เหตุที่ย้ายศาลากลางเมืองไปตั้งใหม่ที่เมืองอุตรดิตถ์ ก็เพราะเมืองพิชัยร่วงโรยไป แต่เมืองอุตรดิตถ์ก็มีคนไปประกอบการค้าขายมากขึ้น และต่อมาปี พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็นจังหวัด ดังนั้น เมืองอุตรดิตถ์จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
        เนื่องด้วยบริเวณโดยรอบของตำบลคุ้งตะเภา เป็นแหล่งสำคัญของการประกอบการค้า การขายสินค้าและการเดินเรือสำเภาเพื่อขนส่งสินค้าเป็นทวีคูณจำนวนมากขึ้นตามลำดับ จึงส่งผลทำให้เรือสำเภาที่บรรทุกสินค้าเสียหลัก มีอันต้องคว่ำอับปาง ตรงบริเวณช่วงโค้งลำแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นที่มาของตำนานกล่าวขานว่า “เรือสำเภาล่ม” ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของตำบลคุ้งตะเภา ตั้งแต่นั้นมา

 Username :
 Password  :


พิมพ์อักขระ ตามภาพ